ชีวิตนิสิตปริญญาโท(ในแบบของฉัน) ตอนที่ 2 จะเลือกเรียนที่ไหนดี ???

ตอนที่ 2 จะเลือกเรียนที่ไหนดี ???

จากตอนแรกที่บอกว่าให้ลองถามตัวเองดูก่อนว่าอยากเรียนต่อโทไปเพื่ออะไร ตอนนี้ก็ขอมาต่อที่ตอนที่ว่า “จะเรียนที่ไหนดี” แล้วกันนะคะ

 

เหตุผลหลักๆใหญ่ๆของคนที่เรียนนิติศาสตร์ ก็คงจะมีความฝันอันสูงสุดอยู่ไม่กี่อย่างและหนึ่งในจำนวนเหล่านั้นที่เชื่อได้เลยว่าจะต้องเป็นคำตอบที่เกินกว่า 90% แน่นอน คืออยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ และอีก 10% ที่เหลือก็คงเป็นพวกแบบเราคือไม่ได้มีความฝันอันสูงสุดแบบนั้นแต่ในเมื่อเราเป็ฯพวกชนกลุ่มน้อยงั้นขอพูดถึงคนส่วนใหญ่กันก่อนเนอะ อิอิ

 

เงื่อนไขคุณสมบัติต่างๆในการสมัครเข้าเพื่อสอบแข่งขันคงไม่ต้องแจกแจงกันอีกเพราะคงรู้กันดีอยู่แล้วแหละ (ถ้ามีความฝันแต่ยังไม่รู้เนี่ย ดิฉันว่าลองทบทวนแล้วเปลี่ยนความฝันใหม่ดีไหมคะ 55) ในเมื่อปัจจุบันคนจบนิติศาสตร์บัณฑิตกันเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้ หลายคนก็เลยเริ่มมองหาโอกาสในสนามแข่งขันเพิ่มให้ตัวเองในการสอบสนามเล็กและสนามจิ๋ว โดยการเรียนต่อปริญญาโทไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกประเทศ ซึ่งการเรียนทั้งสองที่ก็แยกสนามสอบกันชัดเจนไม่แย่งกันค่ะ

 

  1. การสอบสนามเล็กก็คือคุณเรียนจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตและได้มีการลงเรียนรายวิชาตามที่ กอ.และกต.รับรอง ซึ่งตรงนี้เช็คได้ที่เวบไซด์เลยว่ามีวิชาอะไรบ้างแต่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกก็ลงๆตามเพื่อนไปนั้นแหละ 55
  2. การสอบสนามจิ๋วคือคุณต้องจบโทเมืองนอก 2 ใบ ทำไมต้องสองใบก็เพราะว่าที่เมืองนอกเค้าเรียนกัน 1 ใบที่เวลาประมาณ 1 ปี โดยที่สถาบันที่เรียนต้องเป็นสถาบันที่ กอ.และกต.รับรองด้วยนะไม่งั้นก็อด ตรงนี้ก็เช็คกันดีๆนะคะอย่าให้พลาดเพราะค่าเรียนก็ไม่ใช่ธรรมดานะ

 

ทีนี้ถามว่าแล้วจะเลือกเรียนแบบไหนดีล่ะ ??? ต้องบอกว่าก็ต้องลองถามใจตัวเองอีกครั้งนั้นแหละถึงความต้องการจริงๆ(และอาจหมายถึงกำลังทรัพย์อีกด้วย ^^)

 

แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าตัวเราจะเหมาะสมหรือรับได้กับแบบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเองการเรียนโทในไทยก็จะเสียค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าและถ้าทำงานอยู่ก็ทำให้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ถ้าไหวนะ 55 แต่ข้อเสียก็มีตรงที่ต้องใช้เวลาในการเรียนมากกว่าถ้าเรียนแบบเลือกทำวิทยานิพนธ์ และต้องเก็บวิชา กอ. กต. เพิ่มถ้าหลักสูตรที่เรียนไม่ได้เปิดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คุณเรียนเพื่อไปสอบสนามเล็ก คุณจะไม่ได้เป็นเด็กนอก และที่สำคัญตอนนี้สนามเล็กคนสอบก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนะจ๊ะ อิอิ

 

แต่ ณ ปัจจุบันก็มีหลายสถาบันแล้วที่สามารถเลือกได้ว่าจะทำเป็น THESIS หรือ IS แถมมีบางทีไม่ต้องทำทั้งสองอย่าง !!! <<< ตรงนี้จริงหรือไม่ใครรู้วานบอกเราที 55 และบางที่ก็เปิดหลักสูตรที่มีแต่วิชาเพื่อไปสอบสนามเล็กอย่างเดียวเลยก็มี

 

ถ้าเลือกไปเรียนเมืองนอกข้อดี (สำหรับความคิดเราคนเดียวนะเพราะเราเองก็ไม่เคยไปเรียนนอกหรอก 55) คือคุณจะได้เปิดหูเปิดตากว้างไกล ได้เห็ฯโลกที่มันกว้างขึ้น ภาษาก็น่าจะดีขึ้นอยู่แล้วแหละเนอะ อิอิ คุณไม่ต้องทำ THESIS ใช้เวลาเรียนแค่ 2 ปีคุณก็จบ 2 ใบกลับมาอ่านหนังสือเตรียมสอบสนามจิ๋วในขณะที่เพื่อนที่เรียนในเมืองไทยอาจจะเพิ่งเรียนจแค่คอสเวิร์คเอง 555 กลับมาเป็นนักเรียนนอกอาจไม่สอบสนามจิ๋วแล้วแต่ไปทำเฟิร์มแทนก็ได้เกร๋จะตาย อิอิ แต่ข้อเสียคือ “เงิน” ค่าเรียน ค่ากิน ค่าอยู่ ที่ถ้าคุณไม่ได้รับทุนคุณก็ต้องจ่ายเองหรือพ่อแม่ของคุณต้องเป็นคนจ่าย ถ้าไม่เดือดร้อนก็จัดไปเหอะ แต่ก็มีคนรู้จักบางคนที่บ้านส่งเรียนไหวและพ่อแม่สนับสนุนเลือกที่จะไม่ไปแล้วมาต่อในไทยด้วยเหตุผลว่า “เสียดายเงิน เรียนจบกลับมาได้เป็ฯผู้พิพากษาก็ไม่รู้จะหาเงินกี่ปีถึงจะคืนเงินให้พ่อหมด สู้เอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นดีกว่า”อืม…ตอนฟังอ่ะ อึ้งนะเพราะเราไม่เคยคิดถึงมุมนี้ แต่อย่างว่ามันนานาจิตตังอ่ะ

 

เมื่อเลือกได้ว่าจะเรียนที่ไหนในเมืองไทยหรือเมืองนอกก็จัดการหาข้อมูลเตรียมตัวกันได้เลย ซึ่งเราเองเรียนที่ไทยเพราะฉนั้นเรื่องข้อมูลการเรียนเมืองนอกเราก็ไม่รู้อะไรมากนะ (ง่ายๆคือฉันหมายถึงให้ไปถามคนอื่นเอาเหอะ 55) ทำไมเราถึงเลือกเรียนที่ไทยง่ายๆนะ จริงๆอยากไปเมืองนอกมากกกกกก แล้วทุกครั้งที่เห็ฯเพื่อนไปเรียนอิจฉามากกกกกกกกก 555 แต่เมื่อกลับมามองดูความเป็ฯจริงพ่อแม่เป็ฯข้าราชการธรรมดา เป็ฯพี่คนโตมีน้องอีกสองคน เราไปไม่ได้หรอกไม่ได้มีเงินหรือความพร้อมอะไรขนาดนั้น แต่ก็เชื่อว่าถ้าดื้อจะไปก็คงได้ไปแต่จะดื้อไปเพื่ออะไรล่ะ 555

 

ขอแอบนอกเรื่องนิดนึงนะ 55 เราคิดว่าบางอย่าง ที่เข้ามาในชีวิตจริงๆแล้วเราเองก็แอบเชื่อว่ามันเป็นเพราะดวงอยู่นิดๆนะ หรืออาจจะเป็นเหมือนคำที่บอกว่า “เรื่องบังเอิญบนโลกนั้นไม่มี” ก็เป็นไปได้เหมือนกันคือมันคงมีอะไรกำหนดไว้แล้วแหละว่าเราต้องเป็นแบบนี้ต้องทำแบบนี้ก็ เป็นไปได้ ตั้งแต่เด็กไม่เคยมีความคิดว่าอยากจะเรียนกฎหมายอยู่ในสมอง จนมาเรียนตรีก็ยังไม่ชอบอยู่ดี และด้วยนิสัยแย่ๆของตัวเองที่ถ้าไม่ชอบก็จะไม่ใส่ใจไม่สนใจและไม่แคร์ว่ามัน เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดี แหมมม…ก็คนมันไม่ชอบนี่ 555 ผลเหรอ…ก็เรียนได้ฮ่วยแตก กระโหลกกระลาเป็นที่สุด เอาเป็นว่าภาพจำของเพื่อนๆตอนเรียนตรีของเราก็คือ “ไอ้พีชมันโง่” นี่แหละคงตรงที่สุด 5555 คำถามคือแล้วตอนนั้นอยากเรียนอะไรล่ะ ??? แน่นอน อย่างดิฉันก็อยากเรียนนิเทศอยากเรียนวารสารพวกนี้สิคะ 555 ก็พยายามนตอนเรียนตรีปีสุดท้ายก็ไปสอบเรียนต่อโทวารสารที่ธรรมศาสตร์ ไม่ได้เตรียมตัวไปหรอกถือว่าไปลองข้อสอบดูแต่ทำข้อสอบได้ว่ะเฮ๊ย !! 55 สรุปก็สอบผ่านแหละ แต่ก็อีกนั้นแหละไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์กะเค้าหรอก จำได้ว่าเรียกสอสัมภาษณ์กระชั้นมากแล้วช่วงนั้นกำลังสอบไฟนอลแล้วเราเรียน อยู่ม.นเรศวรอ่ะ ตั้งพิษณุโลกแน่ะไกลออกขี้เกียจนั่งรถไป 555 เหตุผลเริ่ดที่สุดอ่ะ ปีต่อมาก็สมัครวารสารอีกนะแต่ลืมไปจ่ายตัง 5555555555

 

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อนะเมื่อเวลาผ่านไปเราไม่ได้ไปเรียนวารสารอยู่ๆก็คิดว่าจะเรียนโทด้วยเหตุผลที่ว่า “อยากเรียน” แค่เนี่ยแหละขึ้นมา ก็เลยทำให้เริ่มหาข้อมูลเตรียมเรียนต่อนั้นแหละ เราไม่ได้ดูที่อื่นไว้เลยนอกจากจุฬาฯกับธรรมศาสตร์ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แล้วช่วงนั้นก็เป็ฯอะไรที่แปลกประหลาดมากว่าเวลาใครถามว่าจะทำอะไรต่อเราก็ จะบอกว่า “จะเรียนต่อโทที่นิติ จุฬาฯค่ะ” 55 ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนเหมือนกันนะ 55 แต่ตอนที่ต้องสมัครสอบปีนั้น (ปี 2551 อ่ะ นานว่ะ 55)เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้อยู่ๆ 2 ที่ก็เกิดคิดสอบวันเดียวกันซะงั้น ในเมื่อต้องเลือกที่ใดที่หนึ่งเราก็เลยต้องหาข้อมูลหลักสูตรการเรียนแต่ละ ที่แล้วก็ดูแนวข้อสอบเก่าสักหน่อย ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วก็ที่จุฬาฯนี่แหละดูเข้าทางเราที่สุด ซึ่งข้อวิเคราะห์ง่ายๆตามความเข้าใจดังนี้คือ

 

1.ที่ธรรมศาสตร์จะเป็ฯแนวถามหลักกฎหมายทั่วไป เป็ฯหลักกฎหมายที่คนเรียนกฎหมายมาก็คุ้นเคยกันเป็ฯอย่างดีนี่แหละ แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่คุณจะตอบข้อสอบพวกนี้อย่างไรให้ดีกว่าคนอื่นให้เจ๋งกว่าคนอื่น และให้สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลาที่จำกัด ซึ่งสำหรับเรามันโคตรรรรรรรรรรรยากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แถมยังเอาคะแนน TU-GET มาคิดรวมอีก (แต่กี่ % จำไม่ได้แฮะ)

2.ที่จุฬาฯจะเป็นแนวถามอะไรก็ไม่รู้คือคำถามยากอ่ะ อาจจะเอาข่าวที่เกิดขึ้นเอาหลักกฎหมายเอาอะไรมาถาม แลเวก็มีหลายข้อ ก็ตอบแบบวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นวางหลักปรับหลักกันไป แข่งว่าใครจะตอบดีกว่ากันมั้ง 555 เพราะบอกตรงๆข้อสอบที่ถามเราทำไม่ได้ทุกข้อนะแต่ดิฉันตอบไปทุกข้อนะจ๊ะ เริ่ดป่ะล่ะ 55555 (นี้คือข้อดีของตัวเอง 555 ข้อชมหน่อย ว่าเป็ฯคนที่ถ้ายังมีเวลาทำข้อสอบก็จะพยายามเขียนไม่เคยเว้นว่าง ไม่เคยแค่อ่านโจทย์แล้วคิดว่าทำไม่ได้ก็ปล่อยไม่ทำดีกว่า เราจะพยายามตอบพยายามเขียนทุกข้อเพราะมันคือโอกาสของเรา อิอิ)

 

และแน่นอนดิฉันเลือกสมัครสอบที่จุฬาฯ ค่ะ รู้สึกข้อสอบเข้าแนวทางตัวเองมากกว่า อ่อ…ใบสมัครที่นี้จะต้องเขียนหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่สนใจแล้วก็มีจดหมายรับรองด้วยนะคะ<< ตรงนี้มีรายละเอียดอยู่นิดหน่อยเดี๋ยวจะค่อยๆเขียนถึงนะคะ  ส่วนสาขาที่เลือกสอบคือสาขากฎหมายระหว่างประเทศค่ะ ที่จุฬาฯจะเลือกได้แค่ 1 สาขานะ ตอนเลือกก็คิดดีๆ เอาที่ตัวเองชอบเป็นหลักเพราะถ้าติดขึ้นมาต้องอยู่ด้วยกันอีกนานแถมตอนทำวิทยานิพนธ์ถ้าไม่รักกันนี้ถึงขึ้นตายเลยนะคะ หุหุ แอบขู่ ส่วนความกลัวว่าเลือกแบบนี้จบแล้วจะไปทำอะไรล่ะ หุหุ อย่าเพิ่งคิดไปใกล้ค่ะคุณกว่าจะสอบเข้า กวาจะเรียน กวาจะจบเส้นทางอีกยาวไกลค่อยๆคิดเนอะ ^^

 

ขอสรุปตอนนี้แบบนี้นะคะว่า 1.ถ้าจะเรียนเพื่อไปสอบก็เลือกดูตามความชอบความเหมาะสมว่าจะเรียนในประเทศหรือต่างประเทศ

2.ถ้าจะเรียนเพื่อสอบแล้วเลือกเรียนในประเทศก็เลือกดูว่าจะเรียนที่ไหนตามความเหมาะสมของเรา

3.ถ้าแค่อยากเรียนเหมือนเราจัดไปเหอะไม่ต้องคิดมากอยากเรียนที่ไหนสาขาอะไรสมัครโลด 5555

 

ตอนนี้ขอจบแค่นี้นะคะขอตัวไปอ่านหนังสือล่ะ จริงๆมีเรื่องจะเขียนอีกเยอะแต่เดี๋ยวจะยาวไปเราเขียนสดเลยนึกอะไรได้ก็ใส่ๆ จริงๆอยากเขียนเรื่องจะเลือกทำ THESIS หรือ IS ดีกว่ากัน อืม…เดี๋ยวมาเขียนตอนหน้าดีกว่าเนอะ อิอิ

4 thoughts on “ชีวิตนิสิตปริญญาโท(ในแบบของฉัน) ตอนที่ 2 จะเลือกเรียนที่ไหนดี ???

  1. peeraphon พูดว่า:

    อยากทราบการสอบสนามเล็กก็คือคุณเรียนจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตและได้มีการลงเรียนรายวิชาตามที่ กอ.และกต.รับรอง ซึ่งตรงนี้เช็คได้ที่เวบไซด์เลยว่ามีวิชาอะไรบ้าง คือผมอยากรู้่ว่ามี สาขาอะไรบ้างที่รับรองอะครับ ของ ม.ราม รบกวนบอกที่ได้ไหมครับ

    • pitsinees พูดว่า:

      ก่อนอื่นขอบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักรุ่นน้อง มน. เหมือนกันนะคะ พี่รหัส 46 แน่ะ น่าจะแก่กว่าเยอะเลย 555 ส่วนคำถามเรื่องการเรียนที่รามคำแหง พี่ต้องขอโทษจริงๆค่ะที่ให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้เลย เพราะโดยส่วนตัวพี่ไม่ได้เรียนที่นั้นเลยไม่มีข้อมูลเลย แต่ที่เห็นเพื่อยๆเรียนกันก็มีทั้งเรียนแบบหลักสูตรทำวิทยานิพนธ์ที่เรียนที่หัวหมาก และหลักสูตร 2 ปีที่เรียนที่บางนาและภูมิภาค แต่ถ้าจะให้แน่นอนพี่ว่าเช็คระเบียบและประกาศของ กอ. กต. ดีกว่าค่ะ ลองค้นดูเนอะ ถ้าเสิชมาเจอบลอกพี่ได้ น่าจะเสิชหาข้อมูลพวกนี้ได้ไม่ยาก สู้ๆนะคะ🙂

  2. Peeraphon Daungmanee พูดว่า:

    การสอบสนามเล็กก็คือคุณเรียนจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตและได้มีการลงเรียนรายวิชาตามที่ กอ.และกต.รับรอง ซึ่งตรงนี้เช็คได้ที่เวบไซด์เลยว่ามีวิชาอะไรบ้าง ผมอยากรู้ว่ามีสาขาอะไรบ้างที่รับรอง รบกวนบอกที่ครับ ผมอยากเรียนราม ปล.ผมก็มหาลัย นเรศวรเหมือนกันเหมือนพี่จะเป็นรุ่นพี่ผม

    • pitsinees พูดว่า:

      ก่อนอื่นขอบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักรุ่นน้อง มน. เหมือนกันนะคะ พี่รหัส 46 แน่ะ น่าจะแก่กว่าเยอะเลย 555 ส่วนคำถามเรื่องการเรียนที่รามคำแหง พี่ต้องขอโทษจริงๆค่ะที่ให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้เลย เพราะโดยส่วนตัวพี่ไม่ได้เรียนที่นั้นเลยไม่มีข้อมูลเลย แต่ที่เห็นเพื่อยๆเรียนกันก็มีทั้งเรียนแบบหลักสูตรทำวิทยานิพนธ์ที่เรียนที่หัวหมาก และหลักสูตร 2 ปีที่เรียนที่บางนาและภูมิภาค แต่ถ้าจะให้แน่นอนพี่ว่าเช็คระเบียบและประกาศของ กอ. กต. ดีกว่าค่ะ ลองค้นดูเนอะ ถ้าเสิชมาเจอบลอกพี่ได้ น่าจะเสิชหาข้อมูลพวกนี้ได้ไม่ยาก สู้ๆนะคะ🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s